HOT – คดีจับ 3 นักข่าวพม่า วัดเสรีภาพสื่อยุคซูจี

คดีจับ 3 นักข่าวพม่า วัดเสรีภาพสื่อยุคซูจี

ขอเสรีภาพสื่อ-นักข่าว 3 คนแห่งสำนักข่าวดีวีบีและนิตยสารอิระวดี ชูกำปั้นที่ข้อมือถูกล่ามโซ่ติดกัน ที่นอกศาลเมืองสีป่อ รัฐฉาน เมื่อ 18 ก.ค. หลังถูกจับขณะเข้าไปทำข่าวการเผายาเสพติดของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง กบฏกลุ่มชาติพันธุ์ (เอพี)

หลังพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2534 ชนะการเลือกตั้งท่วมท้นเมื่อเดือน พ.ย.2558 ก็มีความคาดหวังอย่างสูงว่า “ประชาธิปไตย” ในเมียนมาจะเติบโตเบ่งบาน รวมทั้งด้าน “เสรีภาพสื่อมวลชน”

แม้มีความพยายามร่างกฎหมายสื่อฉบับใหม่ แต่ผ่านมาปีครึ่งความหวังยังดูห่างไกล โดยเฉพาะเมื่อมีคดีนักข่าว 3 คนถูกจับ และสำนักข่าว “เสียงประชาธิปไตยแห่งพม่า” (ดีวีบี) บันทึกวีดิโอเผยแพร่ ไปทั่วโลก หลังทั้ง 3 คนออกจากศาลในเมืองสีป่อ รัฐฉาน ทางภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ เมื่อ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ในสภาพมีโซ่ล่ามข้อมือติดกัน ชูกำปั้นท้าทายอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นภาพเก่าๆ ที่คุ้นเคยยุครัฐบาล “เผด็จการทหาร” ครองเมือง

นักข่าว 3 คนนี้อยู่ในกลุ่มผู้ถูกจับ 7 คน ขณะเข้าไปรายงานข่าวการเผาทำลายยาเสพติดของ “กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง” (ทีเอ็น แอลเอ) หรือ “ดาระอั้ง” ที่รัฐฉาน ในวันต่อต้านยาเสพติดโลก เมื่อ 26 มิ.ย. เป็นนักข่าวของดีวีบี 2 คน ชื่อเอ นาย และเป โปน อ่อง อีกคนเป็น นักข่าวอาวุโสของนิตยสาร “อิระวดี” ชื่อลาวี เวง

ช่วยลูกด้วย!-นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งชาติ ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา นำพวงหรีดไปวางที่สุสานวีรชนในวันครบรอบ 70 ปี ที่นายพลออง ซาน วีรบุรุษแห่งเอกราช ผู้เป็นบิดา ถูกลอบสังหาร เมื่อ 19 ก.ค. ขณะที่รัฐบาลซูจีมีปัญหา รุมเร้า รวมทั้งปัญหากับสื่อ (เอพี) ช่วยลูกด้วย!-นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งชาติ ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา นำพวงหรีดไปวางที่สุสานวีรชนในวันครบรอบ 70 ปี ที่นายพลออง ซาน วีรบุรุษแห่งเอกราช ผู้เป็นบิดา ถูกลอบสังหาร เมื่อ 19 ก.ค. ขณะที่รัฐบาลซูจีมีปัญหา รุมเร้า รวมทั้งปัญหากับสื่อ (เอพี)

ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาละเมิดมาตรา 17/1 ใน “พระราชบัญญัติสมาคมผิดกฎหมาย” ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี โดยกฎหมายนี้มุ่งลงโทษผู้คบหาสมาคมหรือช่วยเหลือ “กลุ่มผิดกฎหมาย” กรณีนี้คือทีเอ็นแอลเอ 1 ในกบฏกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 12 กลุ่ม ที่เรียกร้องสิทธิปกครองตนเองและควบคุมพื้นที่ภาคเหนือและตะวันออกอยู่เท่าที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มกบฏชาติพันธุ์หลายกลุ่ม รวมทั้งเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์และผู้ที่เห็นอกเห็นใจกบฏมากมายถูกจับดำเนินคดีภายใต้กฎหมายฉบับนี้ แต่ยังไม่มีนักข่าวโดนเล่นงานมาก่อน ถึงแม้พวกนักข่าวจะเข้าไปในพื้นที่ ยึดครองของทีเอ็นแอลเอหรือกบฏกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เป็นประจำอยู่แล้ว

การจับกุมนักข่าว 3 คนนี้ บวกกับการที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและกองทัพคนอื่นๆ ถูกดำเนินคดีอยู่ จึงสร้างความวิตกกังวลให้สื่อฯ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนางซูจี ซึ่งเคยถูกรัฐบาลทหารกักบริเวณในบ้านพักมาเกือบ 15 ปี และมีภาพลักษณ์เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด ยิ่งถูกตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” เธอละทิ้งอุดมการณ์เก่าแล้วหรือไร?

โฆษกรัฐบาลนางซูจีแถลงเพียงว่านักข่าวกลุ่มนี้ถูกจับเพราะฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่แจ้งกองกำลังรักษาความมั่นคงก่อนเข้าไปในเขตสู้รบ แต่นั่นก็ไม่ทำให้หลายฝ่ายหายข้องใจ

กลุ่มปกป้องเสรีภาพสื่อ รวมทั้ง “คณะกรรมการปกป้องนักข่าว” (ซีพีเจ) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ อยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ แสดงความผิดหวังที่รัฐบาลพลเรือนของนางซูจียัง “เล่นตามบท” ของกองทัพที่ยังกุมอำนาจส่วนใหญ่อยู่ ทั้งที่ควรปรับแก้หรือยกเลิกกฎหมายกดขี่ควบคุมสื่อที่ล้าสมัยอันเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย

ตั้งแต่พรรคเอ็นแอลดีของซูจีชนะเลือกตั้ง มีคดียื่นฟ้องภายใต้ “กฎหมายสื่อสารโทรคมนาคม” อันอื้อฉาวแล้วอย่างน้อย 67 คดี ซึ่งกฎหมายนี้รัฐบาลทหารใช้ลงโทษกบฏชาติพันธุ์และเหล่าผู้ร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย โดยระบุไว้แบบ “ครอบจักรวาล” ว่าใครก็ตามที่ “ขู่เข็ญ บีบบังคับ กักขังหน่วงเหนี่ยว ใส่ร้ายป้ายสีอย่างผิดกฎหมาย รบกวน ใช้อิทธิพลอย่างไม่เหมาะสม หรือข่มขู่คุกคามผู้อื่น” ต้องถูกดำเนินคดี

จากข้อมูลของทีมวิจัยอิสระ “ทีมวิจัยกฎหมายสื่อสารโทรคมนาคม” ระบุว่า จนถึงขณะนี้ มีผู้ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายนี้แล้วอย่างน้อย 12 ราย และหลายคดีเกี่ยวข้องกับข้อหาหมิ่นประมาทนางซูจีเองด้วย รวมทั้งคดีสตรีคนหนึ่งที่กำลังรับโทษจำคุก 6 เดือนในข้อหาวิพากษ์วิจารณ์นางซูจีทางโซเชียล มีเดีย

ส่วนชะตากรรมของนักข่าว 3 คนที่ถูกจับยังไม่แน่ชัด เจ้าหน้าที่รัฐมักเปลี่ยนกำหนดเวลาและสถานที่ในการนำตัวไปขึ้นศาลหลายครั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพราะไม่ต้องการให้สื่อติดตามทำข่าวครึกโครม

เอ นาย 1 ใน 2 ของนักข่าวดีวีบีที่ถูกจับเผยหลังไปขึ้นศาลว่า นักข่าวของดีวีบีเคยเข้าไปทำข่าวบ่อยๆ ในพื้นที่ควบคุมของกบฏกลุ่มชาติ พันธุ์อื่นๆ เช่น กบฏคะฉิ่น กะเหรี่ยง ฯลฯ แต่ไม่เคยถูกจับตั้งข้อหาใดๆมาก่อน และครั้งนี้ก็ไม่ควรถูกจับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนควรแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยจะดีกว่า

ชาร์ลส์ ซานติอาโก ส.ส.ชาวมาเลเซีย ประธาน “กลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ก็ชี้ว่า การที่นักข่าวเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ สู้รบก็อันตรายมากอยู่แล้ว ไม่ควรต้องมาหวั่นกลัวอีกว่าจะถูกทหารจับขังคุกภายใต้กฎหมายตกยุคที่ควรล้มเลิกไปตั้งนานแล้ว

รัฐบาลซูจีเคยถูกประชาคมโลกรุมประณามอย่างหนักกรณีกองทัพกวาดล้างชาวมุสลิม “โรฮีนจา” ในรัฐยะไข่ อย่างโหดเหี้ยม การจับกุม นักข่าว 3 คนนี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ซูจี แม้เธอยืนยันว่า “ต้องทำตามกฎหมาย”

เป็นไปได้ว่ารัฐบาลพลเรือนของซูจีซึ่งยังตกอยู่ใต้เงื้อมเงา “กองทัพ” ที่ยังทรงอำนาจ มีความจำเป็นและข้อจำกัดบางอย่างในการปกครองประเทศในยุคเปลี่ยนผ่าน จึงมุ่งรักษาระเบียบกฎหมายอย่างเข้มข้น

แต่ภาพลักษณ์อันเจิดจรัสของ “วีรสตรีประชาธิปไตย” ผู้นี้ ก็เสื่อมมนต์ขลังลงทุกขณะเช่นกัน!

บวร โทศรีแก้ว

ขอขอบคุณ : ข่าวไทยรัฐออนไลน์ – ข่าว

ข่าวฮอตก่อนหน้า

HOT - โจ๋โหดขี่จยย.ไล่ฟันอริ คู่กรณีรถล้มตาย1เจ็บ2

โจ๋โหดขี่จยย.ไล่ฟันอริ คู่กรณีรถล้มตาย1เจ็บ2 2 โจ๋โหดควบ จยย.ตามไล่ฟันคู่อรินักเรียนวิทยาลัยเทคนิคขี ... อ่านต่อ

ข่าวฮอตถัดไป

HOT - ส่อจบมหากาพย์! ‘ผีแดง’ ใกล้คว้า ‘เปริซิช’ ค่าตัวแพงระยับ

ส่อจบมหากาพย์! ‘ผีแดง’ ใกล้คว้า ‘เปริซิช’ ค่าตัวแพงระยับ "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" ยอดทีมจากเมืองผู้ดี ... อ่านต่อ